ตำรวจน้ำ กองกำกับการ8 กองบังคับการ ตำรวจน้ำ (Sub-Division 8 Marine Police Division)feed
King
marinepolice

ประวัติตำรวจน้ำไทย

 

01545421455555ttrtr

กองบังคับการตำรวจน้ำ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2495
โดย พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์
ประวัติกองบังคับการตำรวจน้ำ
กองบังคับการตำรวจน้ำ
MARINE POLICE DIVISION

 

” พิทักษ์ประชาดุจครอบครัว ปกป้องความมั่นคงทางน้ำทั่วหล้า “

ภารกิจ
๑. ถวายความปลอดภัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์
๒. รักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญทั้งทางบกและทางน้ำ
๓. รักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ
๔. ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่างๆ
๕. รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
๖. การค้นหาและช่วยเหลือเรือ อากาศยานและผู้ประสบภัยทางน้ำ
๗. การช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่สัญจรทางน้ำ

 

ภาพรวมของบริษัท
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม เครื่องอุปโภคต่าง ๆ ตลอดจนผลผลิตทางด้านอุตสาหกรรมต้องสั่งเข้ามาจากต่างประเทศทั้งสิ้น สินค้าดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ดังนั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อุบัติขึ้น ทางด้านทวีปยุโรป เมื่อปี 2482 ประเทศไทยจึงเกิดความขาดแคลนสินค้าประเภทอุปโภคเป็นอย่างมาก เพื่อแก้ปัญหานี้รัฐบาลในขณะนั้น จึงได้ออกกฎหมายควบคุม คือ

 

พระราชบัญญัติควบ คุมออกไป และการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าบางอย่าง พุทธศักราช 2482 ขึ้นฉบับหนึ่ง แต่ในสมัยนั้นการขนส่งสินค้าต่างประเทศส่วนใหญ่จะกระทำโดยทางทะเลการควบคุม ให้มีการปฎิบัติตามกฎหมายดังกล่าว จำเป็นต้องใช้พนักงาน เจ้าหน้าที่ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในทะเล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในขณะนั้นยังขาดแคลนอยู่ นิมิตหมายอันดีจึงเริ่มปรากฏเด่นชัด

 

เมื่อความต้องการมี ตำรวจน้ำไว้ปกป้องคุ้มครอง ผลประโยชน์ของประเทศชาติได้เพิ่มความสำคัญขึ้น จนกระทั่งต่อมา หลังจากทหารญี่ปุ่นได้เคลื่อนทัพสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับประเทศญี่ปุ่น และได้ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 ครั้นเมื่อประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2488 อีกส่วนหนึ่งของประเทศไทยภายใต้การนำของกลุ่มเสรีไทยได้ประสานกับสหรัฐ อเมริการและบริเตณใหญ่ให้ประกาศสงครามที่ไทยเราเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ ญี่ปุ่นเป็นโมฆะ สหรัฐอเมริกายอมรับแต่อังกฤษไม่ยอมรับจึงได้มีการเจรจากันเพื่อยุติสงคราม ระหว่างไทยกับอังกฤษ แต่ต่อมาก็ยุติกันได้โดยมีการลงนามในความตกลงเรียกว่า “ความตกลงสมบูรณ์แบบ” เพื่อเลิกสถานะสงครามระหว่างประเทศไทย กับบริเตณใหญ่ และอินเดีย เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2489 ที่ประเทศสิงคโปร์ ความตกลงดังกล่าวซึ่งมีข้อความรวม 24 ข้อ

อังกฤษได้บีบบังคับประเทศไทยหลายประการ ที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ประเทศไทย ต้องให้ข้าวสารโดยไม่คิดมูลค่าจำนวน 1,500,000 ตัน แก่องค์กร ซึ่งอังกฤษจะได้ระบุต่อไป ขณะนั้นทั่วโลกอยู่ในระหว่างขาดแคลนอาหาร อันเป็นผลเนื่องมาจากสงคราม และประเทศไทยได้รับผลเสียหายน้อยในด้านการผลิตอาหาร ข้าวไทยผลิตได้จำนวนมากแต่ราคาตกต่ำ เนื่องจากอุปสรรคในการขนส่งไปจำหน่าย ตรงกันข้าม กับต่างประเทศที่มีราคาสูง การลักลอบนำข้าวออกนอกประเทศทางทะเล จึงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับประเทศไทย ต้องมีภาระส่งข้าวให้อังกฤษตามตกลงดังกล่าว รัฐบาลมีความจำเป็นต้องควบคุมการส่งออกข้าวและสกัดกั้นการลักลอบส่งข้าวออก นอกประเทศอย่างจริงจัง กฎหมายที่เป็นเครื่องมือในการควบคุมเรื่องนี้ของรัฐบาลมีอยู่ 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมการส่งออกนอก

 

และการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าบางอย่าง พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติว่าด้วย การสำรวจและห้ามกักกันข้าว พ.ศ. 2484 กฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ไม่สามารถควบคุมและป้องกันการลักลอบให้หมดสิ้นไปได้ จนกระทั่งได้มีการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ตามนโยบาย ของรัฐบาลในสมัยนั้น โดยนำเอาเรื่องการลักลอบ ส่งข้าวออกนอกประเทศมากล่าวด้วย ประกอบกับระยะนั้นไม่มีหน่วยราชการใดที่มีพาหนะ คือ เรือที่จะใช้ในการปราบปรามการลักลอบขนสินค้าทางทะเล แม้แต่กรมศุลกากรเอง ซึ่งมีหน้าที่ปราบปรามเรื่องนี้โดยตรง ก็มีเพียงเรือขนาดเล็กไม่สามารถออกปฏิบัติการในทะเลได้ หน่วยงานของรัฐที่มีขีดความสามารถปฏิบัติการในทะเลได้ ขณะนั้นมีเพียงหน่วยงานเดียวคือ กองทัพเรือ ดังนั้นในเดือน ธันวาคม 2490 รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ทหารเรือเป็นผู้อำนวยการปราบปราม ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 กองทัพเรือมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกองทัพให้ทันต่อความก้าวหน้าทาง ยุทธวิธี และอาวุธยุทโธปกรณ์แบบใหม่ที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา รัฐบาลเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยราชการพลเรือนที่สามารถปฎิบัติการปราบ ปรามการกระทำผิดทางทะเล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ แทนกองทัพเรือ

 

รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันพิจารณาเรื่องนี้ผลการพิจารณามติมอบให้กรมตำรวจดำเนินการจัดตั้ง “กองตำรวจน้ำ” ขึ้นโดยให้อยู่ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการเตรียมการเพื่อจัดตั้ง กองตำรวจน้ำนั้น กองทัพเรือได้แบ่งงบประมาณให้กรมตำรวจเพื่อจัดตั้งสถานีวิทยุสื่อสารตาม จังหวัดชายทะเล และกรมตำรวจได้สั่งต่อเรือขนาด 60 ฟุต จำนวน 3 ลำจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ใน พ.ศ. 2494 ในระหว่างเตรียมความพร้อมต่าง ๆ กรมตำรวจได้ขอโอนเรือจาก หน่วยดับเพลิงทางน้ำ และหน่วยปราบปรามทางน้ำปากคลองสาน เป็นจำนวน 2 ลำ คือเรือเชวงศักดิ์ (703) และเรือสัญลักษณ์ มีขนาด 30 ฟุต ตลอดจนรับโอนข้าราชการที่สังกัดกองทัพเรือมาสังกัดกรมตำรวจ เมื่อมีการเตรียมการพอสมควรแล้วในปี พ.ศ. 2495 กองตำรวจน้ำ จึงได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 ตามพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พุทธศักราช 2495 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่มที่ 64 ตอนที่ 30 หน้าที่ 1 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2495

 

รายละเอียด
อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี ได้มอบอำนาจให้ตำรวจน้ำ มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

 

1.สั่งห้ามหรือจำกัดมิให้เรือรับจ้างในเขตใด ๆ เมื่อเห็นว่าการเดินเรือจ้างนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดความไม่สงบเรียนร้อยหรือ เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน(ม.5)
2.การฝ่าฝืนตามข้อ1 จะสั่งงดการเดินเรือหรือยึดใบอนุญาตชั่วคราวได้ไม่เกิน 6 เดือน(ม.7)
3.สั่งยึดใบอนุญาตใช้เรือไว้มีกำหนดไม่เกิน 6 เดือน หากฝ่าฝืนใช้เรือที่ไม่มีใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตใช้เรือสิ้นอายุ หรือผิดไปจากเขตการเดินเรือ(ม.9)
4.เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อความปลอดภัยแกรการเดินเรือให้มีอำนาจประกาศกำหนด เส้นทางเดินเรือในแม่น้ำลำคลองเป็นการชั่วคราว หากฝ่าฝืนมีอำนาจให้ยึดประกาศนียบัตรควบคุมใช้เรือได้(ม.52 ทวิ)
5.ยึดใบอนุญาตหรือประกาศนียบัตรของผู้ที่ฝ่าฝืนในเรืองความเร็วเกินอัตราที่เจ้าท่ากำหนด(ม.101)
6.มีอำนาจออกคำสั่งห้ามใช้เรือที่มีสภาพไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะสมกับการใช้งานจนกว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เรียบร้อย(ม.139)
7.มีอำนาจขึ้นไปตรวจตราเรือทุกลำเพื่อความเรียบร้อยถูกต้อง (ม.158)
8.มีอำนาจสั่งพักใบอนุญาตใช้เรือ สำหรับเรือไทยได้รับอนุญาตแล้ว มีอุปกรณ์การเดินเรือที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน(ม.160 วรรคแรกและวรรคสอง)
9.สั่งห้ามเรือโดยสารหรือเรือบรรทุกสินค้าโดยสารที่มีสภาพไม่ปลอดภัยต่อคนโดยสารหรือไม่เหมาะกับการใช้งาน(ม.170)
10.สั่งกักเรือลำที่บรรทุกเกินกว่าเส้นแนวน้ำที่กำหนดในใบสำคัญการตรวจเรือ จนกว่าจะดำเนินการให้เรียบร้อย(ม.176)
11.ออกคำสั่งงดใช้ใบอนุญาตหรือใบประกาศนียบัตรกรณีผู้ได้รับหย่อนความสามารถหรือประพฤติตนไม่สมควรแก่หน้าที่ (ม.291)